ผมไม่เข้าใจกับความรักเอาเสียเลย

 อันไหนคือรักแท้ หรือแค่หยอกเล่น

จริงๆแล้ว ผมเนี้ยนะได้รักกับผู้หญิง

 แต่เขาไม่รักผม เธอรู้นะว่าผมรักเธอ 

 แต่สิ่งที่เธอทำกับผมนั้นมันเป็นเรื่องไม่เข้าใจเอา

เสียเลย

ว่าเธอนั้นคิดยังไงกับผม เธอให้ความสนใจผม

เธอเห็นความสำคัญกับผมมากขึ้น

ที่ต่างจากเมื่อก่อนนี้มากเลย ที่เธอไม่เป็นอย่างนี้

           หรือเป็นผมบอกรักเธอไปเธอจึงให้ความ

สำคัญกับผม  แต่เธอบอกผมว่าเธอไม่ได้คิดอะไร

กับผมนอกจากเพื่อนเท่านั้น  คำพูดคำนี้ทำให้ผม

ยิงใกล้ชิดเธอมากขึ้น ถ้าเป็นคนอื่นคงจะมอง

หน้ากันไม่ติดแน่

           ใครก็ได้ช่วยบอกผมที่ว่าเธอคิดยังไงกับ

ผมไม่เข้าใจ

 

edit @ 4 Oct 2009 22:58:05 by วิษรุส ดีทับไทย

edit @ 4 Oct 2009 22:58:31 by วิษรุส ดีทับไทย

   

 ผมชื่อป็อปเป็นนักศึกษา ชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัย เอกชลในกรุงเทพครับ

ผมเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่เข้าใจกับคำว่ารักครั้งแรกเลย

เพราะผมยังไม่มีแฟนกับเขาสักกะที่จึงไม่รู้จักกับความหมายของมัน

ถึงแม้ว่าผมจะหาความตอบมานาน แสนนานก็ตามแต่ผมก็ยังไม่เข้าใจดูดี

แล้วผมจะทำยังไงนะถึงจะรู้จักกับคำว่ารักครั้งแรกกับตนเองบ้าง

 "รอมานานแล้วโหว้ย เมื่อไรจะมีคู่กับเขาบ้างหวะ"

ผมเป็นที่หลายคนเคยเป็นอยู่คือชอบพูดกับความคิดของตนเอง อย่างเช่นครั้งนี้

"แล้วเมิงเคยหาบ้างไหม ?" ความคิดเริ่มถามผมทันที

"ยังเลยหวะ ?" ผมก็ตอบความคิดของตนเองเหมือน

"แล้วรอเมิงอะไรอยู่ล่ะ ?" ความคิดมันก็ยังถามผมอยู่ตลอดเวลา

ผมก็เลยตอบมันไปว่า "ตรูยังไม่รู้เลยว่ารักคืออะไร"

"เมิงหาคู่สักคนเดะ" มันเริ่มทำให้ผมกังวนแล้วสิ

"หน้าตาอย่างตรูเนี้ยนะจะหาคู่" ผมก็ตอบมันไป

"ทำไมหวะ" ไอ้ความคิดมันต้องการคำตอบจากผม

"ก็ตรูไม่หล่อเลยนี่หว้า" ผมตอบ

"ทำไมเมิงดูถูกตัวเองยังงี้หวะ" ความคิดตะควกใส่ผมทันที

"แล้วตนนี้เมิงประทับใจใครอยู่หวะ" ไอ้ความคิดมันถามผมอีก

"ก็มีนะ" ผมตอบทันที่ ที่ไม่ต้องคิดเลย

"เมิงก็จีบคนนั้นดิ" ความคิดมันบอกให้ผมจีบผู้หญิงคนที่ผมกำลังประทับใจอยู่

 

แต่ผมเป็นคนที่ใจไม่กล้าพอที่จะไปจีบเธอนี้ครับ

"เมิงไม่กล้าไปจีบกับเขาใช้ไหม ความคิดถาม

"ใช้อย่างที่เมิงพูดนั้นล่ะ" ผมตอบดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบามาก

"ไม่เห็นอย่างเลย แค่เมิงไปขอเป็นเพื่อนกับเขาก่อนดิหวะ"

"เอ้อ! ใช้" ความคิดมันพูดถูก

ผมเริ่มมีกำลังใจขึ้นมากกับคำพูดของความคิด

ผมก็ลงมือไปตามหาเธอทันที ที่จะมาเป็นแม่ของลูกของผมให้ได้

อายุผมก็ 20 แล้วผมก็ต้องการที่จะมีคู่กับเขาบ้าง

คนเรามันต้องตัดสินใจที่จะทำ โอกาสมันอยู่ที่เริ่มต้นที่จะทำ

ไม่ใช้เวลาที่จะมาถึง

 

 

 

 

edit @ 18 Aug 2009 18:57:36 by วิษรุส ดีทับไทย

หลอด แก้ว และกาแฟ

posted on 17 Aug 2009 10:05 by rutokum

                                                

      ผมชื่อ รุส ครับ เป็นพนักงานขายประกันแห่งหนึ่ง ที่ได้มาพักที่ชุมชนไผ่ล้อม แห่งนี้ คนที่นี้นั้นมีทุกประเภทจริงครับ แต่ที่ไม่เหมือนที่อื่น ที่นี้เข้รักกันเหมือนพี่น้องครับ  

  ผมจะเข้าร้านกาแฟที่อยู่ปากซอยก่อนที่ผมจะไปทำงาน เพื่อกินกาแฟกับปาท่องโก๋ บรรยากาศในร้านนั้นเป็นกันเองมากเลย ผมมากินกาแฟที่นี้ไม่กี่ครั้งก็ทำให้ผมนั้นติดใจจนผมไม่อยากจะไปทำงานเลย

          เมื่อถึงตอนเย็นหลังจากที่ผมเลิกงานผมก็จะมาที่ร้านกาแฟนี้อีกครั้ง ทำไมผมมาที่นี้หรือครับก็ผมบอกแล้วว่าผมติดใจกับบรรยากาศที่นี้ไงครับ    มีทั้งนักธุระกิจ วินมอเตอร์ไซร์ คนขับแท็กซี พ่อค้าแม่ค้า ก็มากินกาแฟในร้านนี้

            ความพิเศษของร้านกาแฟร้านนี้ก็คือ เป็นร้านเพลิงหมาแหงน อายุของมันก็เท่ากับอายุผม x3เลยที่เดียว ก็ 70 ปีได้แล้ว เป็นต้นตำรับของที่นี้เลย    เจ้าของร้านคือลุงจันทร์ อายุของแกก็จะเข้า 60 อยู่แล้ว

 

       

          กาแฟของแก่ได้มาจากพ่อของแกเลย แกพูดเสมอว่า "กาแฟจของกูไม่เหมือนคนอื่นตรงไหนพวก มึงรู้ไหม ตรงที่พวกมึงมากินนี้แหละ ถ้ากาแฟกูไม่ดีจริงพวกมึงคงไม่มากินกันเต็มร้านอย่างนี้ทุกวันหรอก กูไม่มีพวกมึงกูอยูไม่ได้ถึงทุกวันนี้ "

ปาท่องโก๋ของแกก็อะไรไม่ใช่เล่นเหมือนกันกรอบนอกนุ่มในไม่เหมือนใครจริง เฉพาะที่ผมเคยกินมานะครับ

      ผมก็ว่าอย่างที่แกบอกนั้นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟร้อน กาแฟเย็น แต่ที่ไม่เหมือนใครก็คือ ร้านนี้ มี มีกาแฟ แก้ว แต่ไม่มีหลอดให้ทั้งที่มันเป็น กาแฟเย็นแท้ๆนะครับ

          นานๆเขาผมก็ไม่หายข้องใจ สักที่ ผมจึงตัดสินใจไปถามแก เลยว่า "ลุงครับทำไม เวลาที่ผมสั่งกาแฟเย็นถึงได้หลอดสักกะที่"

แกได้ตอบผมมาว่า " หลอดไม่ใช้เรื่องสำคัญของการกินกาแฟนะรุส แต่เรื่องสำคัญของการกินกาแฟคือ แก้วกับกาแฟต่างหากหละ"

คำพูดของแกยิ่งทำให้ผมสงสัยกว่าเดิมอีกจึงถามแกอีกว่า "แล้วที่ลุงพูดนั้นมันหมายความว่ายังไงครับ"

แกตอบว่า " หลอด เหมือนอดีต เราไม่จำเป็นที่จะมีมันก็ได

กาแฟ เหมือนกับปัจจุบัน ที่เราต้องกินให้หมดเพื่อจะมีเวลาที่จะกินอย่างอื่นบ้าง

แก้ว  เหมือนกับ อนาคต ที่รอให้กาแฟนั้นหมดแก้วก่อนถึงจะรับ นมเย็น ชาเย็นบ้าง "

 

       ผมจึงเข้าใจเลยว่า ร้านกาแฟของลุงจันทร์ทำไมถึงไม่มีหลอดให้ แกสอนเราเองว่า

  • เราต้องเมินอดีต
  • มองปัจจุบัน
  • มุ่งอนาคต

           ถ้าชีวิตของเราทำได้ทั้ง 3 อย่างนี้ เราจะเป็นคนที่มีเป้าหมาย

จุดหมาย ความฝัน และความสุข ผมได้จากการกระทำของลุงจันทร์เสมอที่แก

คอยสอนผมอยู่เสมอ

     

จาก "หลอด แก้ว และกาแฟ"

edit @ 18 Aug 2009 14:45:14 by วิษรุส ดีทับไทย

untitled

posted on 16 Aug 2009 15:58 by rutokum
  1. หมายสำคัญเจ็ดประการ

          1.1 ทรงทำการอัศจรรย์ในงานสมรสที่บ้านคานา ยอห์น 2:1-11

2:1 วันที่สามมีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และมารดาของพระเยซูก็อยู่ที่นั่น
2:2 พระเยซูและสาวกของพระองค์ได้รับเชิญไปในงานนั้น
2:3 เมื่อน้ำองุ่นหมดแล้ว มารดาของพระเยซูทูลพระองค์ว่า "เขาไม่มีน้ำองุ่น"
2:4 พระเยซูตรัสกับนางว่า "หญิงเอ๋ย ข้าพเจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับท่านเล่า เวลาของข้าพเจ้ายังไม่มาถึง"
2:5 มารดาของพระองค์จึงบอกพวกคนใช้ว่า "ท่านจะสั่งพวกเจ้าให้ทำสิ่งใด ก็จงกระทำตามเถิด"
2:6 มีโอ่งหินตั้งอยู่ที่นั่นหกใบตามธรรมเนียมการชำระของพวกยิว จุน้ำใบละสี่ห้าถัง
2:7 พระเยซูตรัสสั่งเขาว่า "จงตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มเถิด" และเขาก็ตักน้ำใส่โอ่งเต็มเสมอปาก
2:8 แล้วพระองค์ตรัสสั่งเขาว่า "จงตักเอาไปให้เจ้าภาพเถิด" เขาก็เอาไปให้
2:9 เมื่อเจ้าภาพชิมน้ำที่กลายเป็นน้ำองุ่นแล้ว และไม่รู้ว่ามาจากไหน (แต่คนใช้ที่ตักน้ำนั้นรู้) เจ้าภาพจึงเรียกเจ้าบ่าวมา
2:10 และพูดกับเขาว่า "ใครๆเขาก็เอาน้ำองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน และเมื่อได้ดื่มกันมากแล้วจึงเอาที่ไม่สู้ดีมา แต่ท่านเก็บน้ำองุ่นอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้"
2:11 การอัศจรรย์ครั้งแรกนี้พระเยซูได้ทรงกระทำที่บ้านคานาแคว้นกาลิลี และได้ทรงสำแดงสง่าราศีของพระองค์ และสาวกของพระองค์ก็ได้เชื่อในพระองค์

              1.2 ทรงรักษาบุตรชายของขุนนาง ยอห์น.4:46-54

4:46 ฉะนั้นพระเยซูจึงได้เสด็จไปยังหมู่บ้านคานาแคว้นกาลิลีอีก อันเป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้น้ำกลายเป็นน้ำองุ่น และที่เมืองคาเปอรนาอุมมีขุนนางคนหนึ่ง บุตรชายของท่านป่วยหนัก
4:47 เมื่อท่านได้ยินข่าวว่า พระเยซูได้เสด็จมาจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลีแล้ว ท่านจึงไปทูลอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จลงไปรักษาบุตรของตน เพราะบุตรจวนจะตายแล้ว
4:48 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "ถ้าพวกท่านไม่เห็นหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ ท่านก็จะไม่เชื่อ"
4:49 ขุนนางผู้นั้นทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอเสด็จไปก่อนที่บุตรของข้าพระองค์จะตาย"
4:50 พระเยซูตรัสกับท่านว่า "กลับไปเถิด บุตรชายของท่านจะไม่ตาย" ท่านก็เชื่อพระดำรัสที่พระเยซูตรัสกับท่าน จึงทูลลาไป
4:51 ขณะที่ท่านกลับไปนั้น พวกผู้รับใช้ของท่านได้มาพบและเรียนท่านว่า "บุตรชายของท่านหายแล้ว"
4:52 ท่านจึงถามถึงเวลาที่บุตรค่อยทุเลาขึ้นนั้น และพวกผู้รับใช้ก็เรียนท่านว่า "ไข้หายเมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมง"
4:53 บิดาจึงรู้ว่าชั่วโมงนั้นเป็นเวลาที่พระเยซูได้ตรัสกับตนว่า "บุตรชายของท่านจะไม่ตาย" และท่านเองก็เชื่อพร้อมทั้งครัวเรือนของท่านด้วย
4:54 นี่เป็นการอัศจรรย์ที่สองซึ่งพระเยซูทรงกระทำ เมื่อพระองค์เสด็จจากแคว้นยูเดียไปยังแคว้นกาลิลี

             1.3 ทรงรักษาคนป่วยที่สระเบธซาธา ยอห์น.5:2-18

5:2 ในกรุงเยรูซาเล็มที่ริมประตูแกะมีสระอยู่สระหนึ่ง ภาษาฮีบรูเรียกสระนั้นว่า เบธซาธา เป็นที่ซึ่งมีศาลาห้าหลัง
5:3 ในศาลาเหล่านั้นมีคนป่วยเป็นอันมากนอนอยู่ คนตาบอด คนง่อย คนผอมแห้ง กำลังคอยน้ำกระเพื่อม
5:4 ด้วยมีทูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมากวนน้ำในสระนั้นเป็นครั้งคราว เมื่อน้ำกระเพื่อมนั้น ผู้ใดก้าวลงไปในน้ำก่อน ก็จะหายจากโรคที่เขาเป็นอยู่นั้น
5:5 ที่นั่นมีชายคนหนึ่งป่วยมาสามสิบแปดปีแล้ว
5:6 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรคนนั้นนอนอยู่และทรงทราบว่า เขาป่วยอยู่อย่างนั้นนานแล้ว พระองค์ตรัสกับเขาว่า "เจ้าปรารถนาจะหายโรคหรือ"
5:7 คนป่วยนั้นทูลตอบพระองค์ว่า "ท่านเจ้าข้า เมื่อน้ำกำลังกระเพื่อมนั้น ไม่มีผู้ใดที่จะเอาตัวข้าพเจ้าลงไปในสระ และเมื่อข้าพเจ้ากำลังไป คนอื่นก็ลงไปก่อนแล้ว"
5:8 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "จงลุกขึ้นยกแคร่ของเจ้าและเดินไปเถิด"

             1.4 ทรงเลี้ยงคนห้าพัน ยอห์น.6:1-15

6:1 ภายหลังเหตุการณ์เหล่านี้พระเยซูก็เสด็จไปข้ามทะเลกาลิลี คือทะเลทิเบเรียส
6:2 คนเป็นอันมากได้ตามพระองค์ไป เพราะเขาเหล่านั้นได้เห็นการอัศจรรย์ที่พระองค์ได้ทรงกระทำต่อบรรดาคนป่วย
6:3 พระเยซูเสด็จขึ้นไปบนภูเขาและประทับกับเหล่าสาวกของพระองค์ที่นั่น
6:4 ขณะนั้นใกล้จะถึงปัสกาซึ่งเป็นเทศกาลเลี้ยงของพวกยิวแล้ว
6:5 เมื่อพระเยซูทรงเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรและเห็นคนเป็นอันมากพากันมาหาพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับฟีลิปว่า "เราจะซื้ออาหารที่ไหนให้คนเหล่านี้กินได้"
6:6 พระองค์ตรัสอย่างนั้นเพื่อจะลองใจฟีลิป เพราะพระองค์ทรงทราบแล้วว่าพระองค์จะทรงกระทำประการใด
6:7 ฟีลิปทูลตอบพระองค์ว่า "สองร้อยเหรียญเดนาริอันก็ไม่พอซื้ออาหารให้เขากินกันคนละเล็กละน้อย"
6:8 สาวกคนหนึ่งของพระองค์คืออันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า
6:9 "ที่นี่มีเด็กชายคนหนึ่งมีขนมข้าวบาร์เลย์ห้าก้อนกับปลาเล็กๆสองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรกับคนมากอย่างนี้"
6:10 พระเยซูตรัสว่า "ให้คนทั้งปวงนั่งลงเถิด" ที่นั่นมีหญ้ามาก คนเหล่านั้นจึงนั่งลง นับแต่ผู้ชายได้ประมาณห้าพันคน
6:11 แล้วพระเยซูก็ทรงหยิบขนมปังนั้น และเมื่อขอบพระคุณแล้ว ก็ทรงแจกแก่พวกสาวก และพวกสาวกแจกแก่บรรดาคนที่นั่งอยู่นั้น และให้ปลาด้วยตามที่เขาปรารถนา
6:12 เมื่อเขาทั้งหลายกินอิ่มแล้วพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า "จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดเสียไป"
6:13 เขาจึงเก็บเศษขนมข้าวบาร์เลย์ห้าก้อนซึ่งเหลือจากที่คนทั้งหลายได้กินแล้วนั้น ใส่กระบุงได้สิบสองกระบุงเต็ม
6:14 เมื่อคนเหล่านั้นได้เห็นการอัศจรรย์ซึ่งพระเยซูได้ทรงกระทำ เขาก็พูดกันว่า "แท้จริงท่านผู้นี้เป็นศาสดาพยากรณ์นั้นที่ทรงกำหนดให้เข้ามาในโลก"

            1.5 พระเยซูทรงดำเนินบนน้ำ ยอห์น.6:16-21

6:16 พอค่ำลงเหล่าสาวกของพระองค์ก็ได้ลงไปที่ทะเล
6:17 แล้วลงเรือข้ามฟากไปยังเมืองคาเปอรนาอุม มืดแล้วแต่พระเยซูก็ยังมิได้เสด็จไปถึงเขา
6:18 ทะเลก็กำเริบขึ้นเพราะลมพัดกล้า
6:19 เมื่อเขาทั้งหลายตีกรรเชียงไปได้ประมาณห้าหกกิโลเมตร เขาก็เห็นพระเยซูเสด็จดำเนินมาบนทะเลใกล้เรือ เขาต่างก็ตกใจกลัว
6:20 แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า "นี่เป็นเราเอง อย่ากลัวเลย"
6:21 ดังนั้นเขาจึงรับพระองค์ขึ้นเรือด้วยความเต็มใจ แล้วทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขาจะไปนั้น

           1.6ทรงรักษาชายตาบอดแต่กำเนิด ยอห์น.9:1-41

9:1 เมื่อพระเยซูเสด็จดำเนินไปนั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นชายคนหนึ่งตาบอดแต่กำเนิด
9:2 และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์ว่า "พระอาจารย์เจ้าข้า ใครได้ทำผิดบาป ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขา เขาจึงเกิดมาตาบอด"
9:3 พระเยซูตรัสตอบว่า "มิใช่ชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา
9:4 เราต้องกระทำพระราชกิจของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ เมื่อถึงกลางคืนไม่มีผู้ใดทำงานได้
9:5 ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นความสว่างของโลก"
9:6 เมื่อตรัสดังนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ดิน แล้วทรงเอาน้ำลายนั้นทำเป็นโคลนทาที่ตาของคนตาบอดนั้น
9:7 แล้วตรัสสั่งเขาว่า "จงไปล้างออกเสียในสระสิโลอัมเถิด" (สิโลอัมแปลว่า ใช้ไป) เขาจึงไปล้างแล้วกลับเห็นได้
9:8 เพื่อนบ้านและคนทั้งหลายที่เคยเห็นชายคนนั้นเป็นคนตาบอดมาก่อน จึงพูดกันว่า "คนนี้มิใช่หรือที่เคยนั่งขอทาน"
9:9 บางคนก็พูดว่า "คนนั้นแหละ" คนอื่นว่า "เขาคล้ายคนนั้น" แต่เขาเองพูดว่า "ข้าพเจ้าคือคนนั้น"
9:10 เขาทั้งหลายจึงถามเขาว่า "ตาของเจ้าหายบอดได้อย่างไร"
9:11 เขาตอบว่า "ชายคนหนึ่งชื่อเยซู ได้ทำโคลนทาตาของข้าพเจ้า และบอกข้าพเจ้าว่า `จงไปที่สระสิโลอัมแล้วล้างออกเสีย' ข้าพเจ้าก็ได้ไปล้างตาจึงมองเห็นได้"
9:12 เขาทั้งหลายจึงถามเขาว่า "ผู้นั้นอยู่ที่ไหน" คนนั้นบอกว่า "ข้าพเจ้าไม่ทราบ"
9:13 เขาจึงพาคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นไปหาพวกฟาริสี
9:14 วันที่พระเยซูทรงทำโคลนทาตาชายคนนั้นให้หายบอดเป็นวันสะบาโต
9:15 พวกฟาริสีก็ได้ถามเขาอีกว่า ทำอย่างไรตาเขาจึงมองเห็น เขาบอกคนเหล่านั้นว่า "เขาเอาโคลนทาตาของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ล้างออกแล้วจึงมองเห็น"
9:16 ฉะนั้นพวกฟาริสีบางคนพูดว่า "ชายคนนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้าเพราะเขามิได้รักษาวันสะบาโต" คนอื่นว่า "คนบาปจะทำการอัศจรรย์เช่นนั้นได้อย่างไร" พวกเขาก็แตกแยกกัน
9:17 เขาจึงพูดกับคนตาบอดอีกว่า "เจ้าคิดอย่างไรเรื่องคนนั้น ในเมื่อเขาได้ทำให้ตาของเจ้าหายบอด" ชายคนนั้นตอบว่า "ท่านเป็นศาสดาพยากรณ์"
9:18 แต่พวกยิวไม่เชื่อเรื่องเกี่ยวกับชายคนนั้นว่า เขาตาบอดและกลับมองเห็น จนกระทั่งเขาได้เรียกบิดามารดาของคนที่ตากลับมองเห็นได้นั้นมา
9:19 แล้วพวกเขาถามเขาทั้งสองว่า "ชายคนนี้เป็นบุตรชายของเจ้าหรือที่เจ้าบอกว่าตาบอดมาแต่กำเนิด ทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น"
9:20 บิดามารดาของชายคนนั้นตอบเขาว่า "เราทราบว่าคนนี้เป็นบุตรชายของเรา และทราบว่าเขาเกิดมาตาบอด
9:21 แต่ไม่รู้ว่าทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น หรือใครทำให้ตาของเขาหายบอด เราก็ไม่ทราบ จงถามเขาเถิด เขาโตแล้ว เขาจะเล่าเรื่องของเขาเองได้"
9:22 ที่บิดามารดาของเขาพูดอย่างนั้นก็เพราะกลัวพวกยิว เพราะพวกยิวตกลงกันแล้วว่า ถ้าผู้ใดยอมรับว่าผู้นั้นเป็นพระคริสต์ จะต้องไล่ผู้นั้นเสียจากธรรมศาลา
9:23 เหตุฉะนั้นบิดามารดาของเขาจึงพูดว่า "จงถามเขาเถิด เขาโตแล้ว"
9:24 คนเหล่านั้นจึงเรียกคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นมาอีกและบอกเขาว่า "จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด เรารู้อยู่ว่าชายคนนั้นเป็นคนบาป"
9:25 เขาตอบว่า "ท่านนั้นเป็นคนบาปหรือไม่ข้าพเจ้าไม่ทราบ สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทราบก็คือว่า ข้าพเจ้าเคยตาบอด แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามองเห็นได้"
9:26 คนเหล่านั้นจึงถามเขาอีกว่า "เขาทำอะไรกับเจ้าบ้าง เขาทำอย่างไรตาของเจ้าจึงหายบอด"
9:27 ชายคนนั้นตอบเขาว่า "ข้าพเจ้าบอกท่านแล้ว และท่านไม่ฟัง ทำไมท่านจึงอยากฟังอีก ท่านอยากเป็นสาวกของท่านผู้นั้นด้วยหรือ"
9:28 เขาทั้งหลายจึงเย้ยชายคนนั้นว่า "แกเป็นศิษย์ของเขา แต่เราเป็นศิษย์ของโมเสส
9:29 เรารู้ว่าพระเจ้าได้ตรัสกับโมเสส แต่คนนั้นเราไม่รู้ว่าเขามาจากไหน"
9:30 ชายคนนั้นตอบเขาว่า "เออ ช่างประหลาดจริงๆที่พวกท่านไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นมาจากไหน แต่ท่านผู้นั้นยังได้ทำให้ตาของข้าพเจ้าหายบอด
9:31 พวกเรารู้ว่าพระเจ้ามิได้ฟังคนบาป แต่ถ้าผู้ใดนมัสการพระเจ้า และกระทำตามพระทัยพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟังผู้นั้น
9:32 ตั้งแต่เริ่มมีโลกมาแล้ว ไม่เคยมีใครได้ยินว่า มีผู้ใดทำให้ตาของคนที่บอดแต่กำเนิดมองเห็นได้
9:33 ถ้าท่านผู้นั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแล้ว ก็จะทำอะไรไม่ได้"
9:34 เขาทั้งหลายตอบคนนั้นว่า "แกเกิดมาในการบาปทั้งนั้น และแกจะมาสอนเราหรือ"
แล้วเขาจึงไล่คนนั้นเสีย
9:35 พระเยซูทรงได้ยินว่าเขาได้ไล่คนนั้นเสียแล้ว และเมื่อพระองค์ทรงพบชายคนนั้นจึงตรัสกับเขาว่า "เจ้าเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าหรือ"
9:36 ชายคนนั้นทูลตอบว่า "ท่านเจ้าข้า ผู้ใดเป็นพระบุตรนั้น ซึ่งข้าพเจ้าจะเชื่อในพระองค์ได้"
9:37 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เจ้าได้เห็นท่านแล้ว ทั้งเป็นผู้นั้นเองที่กำลังพูดอยู่กับเจ้า"
9:38 เขาจึงทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์เชื่อ" แล้วเขาก็นมัสการพระองค์
9:39 พระเยซูตรัสว่า "เราเข้ามาในโลกเพื่อการพิพากษา เพื่อให้คนทั้งหลายที่มองไม่เห็นกลับมองเห็น และคนที่มองเห็นกลับตาบอด"
9:40 เมื่อพวกฟาริสีบางคนที่อยู่กับพระองค์ได้ยินอย่างนั้น จึงกล่าวแก่พระองค์ว่า "เราตาบอดด้วยหรือ"
9:41 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ถ้าพวกท่านตาบอด พวกท่านก็จะไม่มีความผิดบาป แต่บัดนี้ท่านพูดว่า `เรามองเห็น' เหตุฉะนั้นความผิดบาปของท่านจึงยังมีอยู่"

             1.7ลาซารัสได้ฟื้นขึ้นมาจากความตาย ยอห์น.11:1-46

11:1 มีชายคนหนึ่งชื่อลาซารัสกำลังป่วยอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี ซึ่งเป็นเมืองที่มารีย์และมารธาพี่สาวของเธออยู่นั้น
11:2 (มารีย์ผู้นี้คือหญิงที่เอาน้ำมันหอมชโลมองค์พระผู้เป็นเจ้า และเอาผมของเธอเช็ดพระบาทของพระองค์ ลาซารัสน้องชายของเธอกำลังป่วยอยู่)
11:3 ดังนั้นพี่สาวทั้งสองนั้นจึงให้คนไปเฝ้าพระองค์ทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ดูเถิด ผู้ที่พระองค์ทรงรักนั้นกำลังป่วยอยู่"
11:4 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินแล้วก็ตรัสว่า "โรคนั้นจะไม่ถึงตาย แต่เกิดขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติของพระเจ้า เพื่อพระบุตรของพระเจ้าจะได้รับเกียรติเพราะโรคนั้น"
11:5 พระเยซูทรงรักมารธาและน้องสาวของเธอและลาซารัส
11:6 ดังนั้นครั้นพระองค์ทรงได้ยินว่าลาซารัสป่วยอยู่ พระองค์ยังทรงพักอยู่ที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั้นอีกสองวัน
11:7 หลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสกับพวกสาวกว่า "ให้เราเข้าไปในแคว้นยูเดียกันอีกเถิด"
11:8 พวกสาวกทูลพระองค์ว่า "พระอาจารย์เจ้าข้า เมื่อเร็วๆนี้พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์ให้ตาย แล้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่นอีกหรือ"
11:9 พระเยซูตรัสตอบว่า "วันหนึ่งมีสิบสองชั่วโมงมิใช่หรือ ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวันเขาก็จะไม่สะดุด เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้
11:10 แต่ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางคืนเขาก็จะสะดุด เพราะไม่มีความสว่างในตัวเขา"
11:11 พระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงตรัสกับเขาว่า "ลาซารัสสหายของเราหลับไปแล้ว แต่เราไปเพื่อจะปลุกเขาให้ตื่น"
11:12 พวกสาวกของพระองค์ทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ถ้าเขาหลับอยู่เขาก็จะสบายดี"
11:13 แต่พระเยซูตรัสถึงความตายของลาซารัส แต่พวกสาวกคิดว่าพระองค์ตรัสถึงการนอนหลับพักผ่อน
11:14 ฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเขาตรงๆว่า "ลาซารัสตายแล้ว
11:15 เพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลายเราจึงยินดีที่เรามิได้อยู่ที่นั่น เพื่อท่านจะได้เชื่อ แต่ให้เราไปหาเขากันเถิด"
11:16 โธมัสที่เรียกว่า ดิดุมัส จึงพูดกับเพื่อนสาวกว่า "ให้พวกเราไปด้วยเถิด เพื่อจะได้ตายด้วยกันกับพระองค์"
11:17 ครั้นพระเยซูเสด็จมาถึงก็ทรงทราบว่า เขาเอาลาซารัสไปไว้ในอุโมงค์ฝังศพสี่วันแล้ว
11:18 หมู่บ้านเบธานีอยู่ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ห่างกันประมาณสามกิโลเมตร
11:19 พวกยิวหลายคนได้มาหามารธาและมารีย์ เพื่อจะปลอบโยนเธอเรื่องน้องชายของเธอ
11:20 ครั้นมารธารู้ข่าวว่าพระเยซูกำลังเสด็จมา เธอก็ออกไปต้อนรับพระองค์ แต่มารีย์นั่งอยู่ในเรือน
11:21 มารธาจึงทูลพระเยซูว่า "พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่ น้องชายของข้าพระองค์คงไม่ตาย
11:22 แต่ถึงแม้เดี๋ยวนี้ข้าพระองค์ก็ทราบว่า สิ่งใดๆที่พระองค์จะทูลขอจากพระเจ้า พระเจ้าจะทรงโปรดประทานแก่พระองค์"
11:23 พระเยซูตรัสกับเธอว่า "น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก"
11:24 มารธาทูลพระองค์ว่า "ข้าพระองค์ทราบแล้วว่า เขาจะฟื้นขึ้นมาอีกในวันสุดท้ายเมื่อคนทั้งปวงจะฟื้นขึ้นมา"
11:25 พระเยซูตรัสกับเธอว่า "เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่เชื่อในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก
11:26 และผู้ใดที่มีชีวิตและเชื่อในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม"
11:27 มารธาทูลพระองค์ว่า "เชื่อ พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์เชื่อว่า พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ที่จะเสด็จมาในโลก"
11:28 เมื่อเธอทูลดังนี้แล้ว เธอก็กลับไปและเรียกมารีย์น้องสาวกระซิบว่า "พระอาจารย์เสด็จมาแล้ว และทรงเรียกเจ้า"
11:29 เมื่อมารีย์ได้ยินแล้ว เธอก็รีบลุกขึ้นไปเฝ้าพระองค์
11:30 ฝ่ายพระเยซูยังไม่เสด็จเข้าไปในเมือง แต่ยังประทับอยู่ ณ ที่ซึ่งมารธาพบพระองค์นั้น
11:31 พวกยิวที่อยู่กับมารีย์ในเรือนและกำลังปลอบโยนเธออยู่ เมื่อเห็นมารีย์รีบลุกขึ้นและเดินออกไปจึงตามเธอไปพูดกันว่า "เธอจะไปร้องไห้ที่อุโมงค์"
11:32 ครั้นมารีย์มาถึงที่ซึ่งพระเยซูประทับอยู่และเห็นพระองค์แล้ว จึงกราบลงที่พระบาทของพระองค์ทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ถ้าพระองค์ประทับอยู่ที่นี่ น้องชายของข้าพระองค์คงไม่ตาย"
11:33 ฉะนั้นเมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเธอร้องไห้ และพวกยิวที่มากับเธอร้องไห้ด้วย พระองค์ก็ทรงคร่ำครวญร้อนพระทัยและทรงเป็นทุกข์
11:34 และตรัสถามว่า "พวกเจ้าเอาศพเขาไปไว้ที่ไหน" เขาทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า เชิญเสด็จมาดูเถิด"
11:35 พระเยซูทรงพระกันแสง
11:36 พวกยิวจึงกล่าวว่า "ดูเถิด พระองค์ทรงรักเขาเพียงไร"
11:37 และบางคนก็พูดว่า "ท่านผู้นี้ทำให้คนตาบอดมองเห็น จะทำให้คนนี้ไม่ตายไม่ได้หรือ"
11:38 พระเยซูทรงคร่ำครวญร้อนพระทัยอีก จึงเสด็จมาถึงอุโมงค์ฝังศพ อุโมงค์ฝังศพนั้นเป็นถ้ำ มีศิลาวางปิดปากไว้
11:39 พระเยซูตรัสว่า "จงเอาศิลาออกเสีย" มารธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า ป่านนี้ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว เพราะว่าเขาตายมาสี่วันแล้ว"
11:40 พระเยซูตรัสกับเธอว่า "เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อ เจ้าก็จะได้เห็นสง่าราศีของพระเจ้า"
11:41 พวกเขาจึงเอาศิลาออกเสียจากที่ซึ่งผู้ตายวางอยู่นั้น พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า "ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์
11:42 ข้าพระองค์ทราบว่า พระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่ เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา"
11:43 เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้ว จึงเปล่งพระสุรเสียงตรัสว่า "ลาซารัสเอ๋ย จงออกมาเถิด"
11:44 ผู้ตายนั้นก็ออกมา มีผ้าพันศพพันมือและเท้า และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "จงแก้แล้วปล่อยเขาไปเถิด"
11:45 ดังนั้นพวกยิวหลายคนที่มาหามารีย์และได้เห็นการกระทำของพระเยซู ก็เชื่อในพระองค์
11:46 แต่พวกเขาบางคนไปหาพวกฟาริสี และเล่าเหตุการณ์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำให้ฟัง

         2. คำสอนแบบบรรยาย 7 ประการ

             2.1นิโคเดมัสกับการบังเกิดใหม่ ยอห์น.3:1-21

3:1 มีชายคนหนึ่งในพวกฟาริสีชื่อนิโคเดมัสเป็นขุนนางของพวกยิว
3:2 ชายผู้นี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนและทูลพระองค์ว่า "รับบี พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีผู้ใดกระทำการอัศจรรย์ซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้ นอกจากว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขาด้วย"
3:3 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้"
3:4 นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า "คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ"
3:5 พระเยซูตรัสตอบว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้
3:6 ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็คือจิตวิญญาณ
3:7 อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า ท่านต้องบังเกิดใหม่
3:8 ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น และท่านได้ยินเสียงลมนั้น แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นอย่างนั้นทุกคน"
3:9 นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า "เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้"
3:10 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล และยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ
3:11 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า พวกเราพูดสิ่งที่เรารู้ และเป็นพยานถึงสิ่งที่เราได้เห็น และท่านหาได้รับคำพยานของเราไม่
3:12 ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายโลกและท่านไม่เชื่อ ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายสวรรค์ ท่านจะเชื่อได้อย่างไร
3:13 ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์ คือบุตรมนุษย์ผู้ทรงสถิตในสวรรค์นั้น
3:14 โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น
3:15 เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระองค์จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
3:17 เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น
3:18 ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ แต่ผู้ที่มิได้เชื่อก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระเจ้า
3:19 หลักของการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะกิจการของเขาชั่ว
3:20 เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง และไม่มาถึงความสว่าง ด้วยกลัวว่าการกระทำของตนจะถูกตำหนิ
3:21 แต่ผู้ที่ประพฤติตามความจริงก็มาสู่ความสว่าง เพื่อจะให้การกระทำของตนปรากฏว่า ได้กระทำการนั้นโดยพึ่งพระเจ้า"

        2.2พระวิญญาณบริสุทธิ์คือบ่อน้ำพุภายใน ยอห์น.4:4-42

4:4 พระองค์จำต้องเสด็จผ่านแคว้นสะมาเรีย
4:5 พระองค์จึงเสด็จไปถึงเมืองหนึ่งชื่อสิคาร์ในแคว้นสะมาเรีย ใกล้ที่ดินซึ่งยาโคบให้แก่โยเซฟบุตรชายของตน
4:6 บ่อน้ำของยาโคบอยู่ที่นั่น พระเยซูทรงดำเนินทางมาเหน็ดเหนื่อยจึงประทับบนขอบบ่อนั้น เป็นเวลาประมาณเที่ยง
4:7 มีหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งมาตักน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า "ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง"
4:8 (ขณะนั้นสาวกของพระองค์เข้าไปซื้ออาหารในเมือง)
4:9 หญิงชาวสะมาเรียทูลพระองค์ว่า "ไฉนท่านผู้เป็นยิวจึงขอน้ำดื่มจากดิฉันผู้เป็นหญิงสะมาเรีย เพราะพวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย"
4:10 พระเยซูตรัสตอบนางว่า "ถ้าเจ้าได้รู้จักของประทานของพระเจ้า และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า `ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง' เจ้าจะได้ขอจากท่านผู้นั้น และท่านผู้นั้นจะให้น้ำประกอบด้วยชีวิตแก่เจ้า"
4:11 นางทูลพระองค์ว่า "ท่านเจ้าคะ ท่านไม่มีถังตัก และบ่อนี้ก็ลึก ท่านจะได้น้ำประกอบด้วยชีวิตนั้นมาจากไหน
4:12 ท่านเป็นใหญ่กว่ายาโคบบรรพบุรุษของเรา ผู้ได้ให้บ่อน้ำนี้แก่เราหรือ และยาโคบเองก็ได้ดื่มจากบ่อนี้รวมทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของท่านด้วย"
4:13 พระเยซูตรัสตอบนางว่า "ผู้ใดที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก
4:14 แต่ผู้ใดที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้นจะไม่กระหายอีกเลย แต่น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้นจะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์"
4:15 นางทูลพระองค์ว่า "ท่านเจ้าคะ ขอน้ำนั้นให้ดิฉันเถิด เพื่อดิฉันจะได้ไม่กระหายอีกและจะได้ไม่ต้องมาตักที่นี่"
4:16 พระเยซูตรัสกับนางว่า "ไปเรียกสามีของเจ้ามานี่เถิด"
4:17 นางทูลตอบว่า "ดิฉันไม่มีสามีค่ะ" พระเยซูตรัสกับนางว่า "เจ้าพูดถูกแล้วว่า `ดิฉันไม่มีสามี'
4:18 เพราะเจ้าได้มีสามีห้าคนแล้ว และคนที่เจ้ามีอยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่สามีของเจ้า เรื่องนี้เจ้าพูดจริง"
4:19 นางทูลพระองค์ว่า "ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงแล้วว่าท่านเป็นศาสดาพยากรณ์
4:20 บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่พวกท่านว่าสถานที่ที่ควรนมัสการนั้นคือกรุงเยรูซาเล็ม"
4:21 พระเยซูตรัสกับนางว่า "หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด จะมีเวลาหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดาเฉพาะที่ภูเขานี้ หรือที่กรุงเยรูซาเล็ม
4:22 ซึ่งพวกเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นเนื่องมาจากพวกยิว
4:23 แต่เวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้อง จะนมัสการพระบิดาด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นนมัสการพระองค์
4:24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง"
4:25 นางทูลพระองค์ว่า "ดิฉันทราบว่าพระเมสสิยาห์ที่เรียกว่า พระคริสต์ จะเสด็จมา เมื่อพระองค์เสด็จมาพระองค์จะทรงชี้แจงทุกสิ่งแก่เรา"
4:26 พระเยซูตรัสกับนางว่า "เราที่พูดกับเจ้าคือท่านผู้นั้น"
4:27 ขณะนั้นสาวกของพระองค์ก็มาถึง และเขาประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนากับผู้หญิง แต่ไม่มีใครถามว่า "พระองค์ทรงประสงค์อะไร" หรือ "ทำไมพระองค์จึงทรงสนทนากับนาง"
4:28 หญิงนั้นจึงทิ้งหม้อน้ำไว้และเข้าไปในเมืองและบอกคนทั้งปวงว่า
4:29 "มาดูท่านผู้หนึ่งที่เล่าถึงสิ่งสารพัดซึ่งฉันได้กระทำ ท่านผู้นี้มิใช่พระคริสต์หรือ"
4:30 คนทั้งหลายจึงพากันออกจากเมืองไปหาพระองค์
4:31 ในระหว่างนั้นพวกสาวกทูลเชิญพระองค์ว่า "พระอาจารย์เจ้าข้า เชิญรับประทานเถิด"
4:32 แต่พระองค์ตรัสกับเขาว่า "เรามีอาหารรับประทานที่ท่านทั้งหลายไม่รู้"
4:33 พวกสาวกจึงถามกันว่า "มีใครเอาอาหารมาถวายพระองค์แล้วหรือ"
4:34 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "อาหารของเราคือการกระทำตามพระทัยของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ
4:35 ท่านทั้งหลายว่า อีกสี่เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าวมิใช่หรือ ดูเถิด เราบอกท่านทั้งหลายว่า เงยหน้าขึ้นดูนาเถิด ว่าทุ่งนาก็ขาว ถึงเวลาเกี่ยวแล้ว
4:36 คนที่เกี่ยวก็กำลังได้รับค่าจ้าง และกำลังส่ำสมพืชผลไว้สำหรับชีวิตนิรันดร์ เพื่อทั้งคนหว่านและคนเกี่ยวจะชื่นชมยินดีด้วยกัน
4:37 เพราะในเรื่องนี้คำที่กล่าวไว้นี้เป็นความจริง คือ `คนหนึ่งหว่านและอีกคนหนึ่งเกี่ยว'
4:38 เราใช้ท่านทั้งหลายไปเกี่ยวสิ่งที่ท่านมิได้ลงแรงทำ คนอื่นได้ลงแรงทำ และท่านได้ประโยชน์จากแรงของเขา"
4:39 ชาวสะมาเรียเป็นอันมากที่มาจากเมืองนั้นได้เชื่อในพระองค์ เพราะคำพยานของหญิงผู้นั้น ที่ว่า "ท่านเล่าถึงสิ่งสารพัดซึ่งฉันได้กระทำ"
4:40 ฉะนั้นเมื่อชาวสะมาเรียมาถึงพระองค์ เขาจึงทูลเชิญพระองค์ให้ประทับอยู่กับเขา และพระองค์ก็ประทับที่นั่นสองวัน
4:41 และคนอื่นเป็นอันมากได้เชื่อเพราะพระดำรัสของพระองค์
4:42 เขาเหล่านั้นพูดกับหญิงนั้นว่า "ตั้งแต่นี้ไปที่เราเชื่อนั้นมิใช่เพราะคำของเจ้า แต่เพราะเราได้ยินเอง และเรารู้แน่ว่าท่านองค์นี้เป็นผู้ช่วยโลก
                      

                    2.3บรรดาพยานของพระเยซูว่าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้ายอห์น.5:19-27

5:19 ดังนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ นอกจากที่ได้เห็นพระบิดาทรงกระทำ เพราะสิ่งใดที่พระบิดาทรงกระทำ สิ่งนั้นพระบุตรจึงทรงกระทำด้วย
5:20 เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตร และทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ และพระองค์จะทรงสำแดงให้พระบุตรเห็นการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก เพื่อท่านทั้งหลายจะประหลาดใจ
5:21 เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาและมีชีวิตฉันใด ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้ผู้ใดมีชีวิตก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น
5:22 เพราะว่าพระบิดามิได้ทรงพิพากษาผู้ใด แต่พระองค์ได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร
5:23 เพื่อคนทั้งปวงจะได้ถวายเกียรติแด่พระบุตรเหมือนที่เขาถวายเกียรติแด่พระบิดา ผู้ใดไม่ถวายเกียรติแด่พระบุตร ผู้นั้นก็ไม่ถวายเกียรติแด่พระบิดาผู้ทรงใช้พระบุตรมา
5:24 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและเชื่อในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว
5:25 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ได้ยินจะมีชีวิต
5:26 เพราะว่าพระบิดาทรงมีชีวิตในพระองค์เองฉันใด พระองค์ก็ได้ทรงประทานให้พระบุตรมีชีวิตในพระองค์ฉันนั้น
5:27 และได้ทรงประทานให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะพิพากษาด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์
5:28 อย่าประหลาดใจในข้อนี้เลย เพราะใกล้จะถึงเวลาที่บรรดาผู้ที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพจะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์
5:29 และจะได้ออกมา คนทั้งหลายที่ได้ประพฤติดีก็ฟื้นขึ้นสู่ชีวิต และคนทั้งหลายที่ได้ประพฤติชั่วก็จะฟื้นขึ้นสู่การพิพากษา
5:30 เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไร เราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
5:31 ถ้าเราเป็นพยานถึงตัวเราเอง คำพยานของเราก็ไม่จริง
5:32 มีอีกผู้หนึ่งที่เป็นพยานถึงเรา และเรารู้ว่าคำพยานที่พระองค์ทรงเป็นพยานถึงเรานั้น เป็นความจริง
5:33 ท่านทั้งหลายได้ใช้คนไปหายอห์น และยอห์นก็ได้เป็นพยานถึงความจริง
5:34 เรามิได้รับคำพยานจากมนุษย์ แต่ที่เรากล่าวสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายรอด
5:35 ยอห์นเป็นโคมที่จุดสว่างไสว และท่านทั้งหลายก็พอใจที่จะชื่นชมยินดีชั่วขณะหนึ่งในความสว่างของยอห์นนั้น
5:36 แต่คำพยานที่เรามีนั้นยิ่งใหญ่กว่าคำพยานของยอห์น เพราะว่างานที่พระบิดาทรงมอบให้เราทำให้สำเร็จ งานนี้แหละเรากำลังทำอยู่เป็นพยานถึงเราว่าพระบิดาทรงใช้เรามา
5:37 และพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา พระองค์เองก็ได้ทรงเป็นพยานถึงเรา ท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และไม่เคยเห็นรูปร่างของพระองค์
5:38 และท่านทั้งหลายไม่มีพระดำรัสของพระองค์อยู่ในตัวท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายมิได้เชื่อในพระองค์ผู้ที่พระบิดาทรงใช้มานั้น
5:39 จงค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานถึงเรา
5:40 แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต
5:41 เราไม่รับเกียรติจากมนุษย์
5:42 แต่เรารู้ว่าท่านไม่มีความรักพระเจ้าในตัวท่าน
5:43 เราได้มาในพระนามพระบิดาของเรา และท่านทั้งหลายมิได้รับเรา ถ้าผู้อื่นจะมาในนามของเขาเอง ท่านทั้งหลายก็จะรับผู้นั้น
5:44 ผู้ที่ได้รับยศศักดิ์จากกันเอง และมิได้แสวงหายศศักดิ์ซึ่งมาจากพระเจ้าเท่านั้น ท่านจะเชื่อผู้นั้นได้อย่างไร
5:45 อย่าคิดว่าเราจะฟ้องท่านทั้งหลายต่อพระบิดา มีผู้ฟ้องท่านแล้ว คือโมเสส ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายหวังใจอยู่
5:46 ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อโมเสส ท่านทั้งหลายก็จะเชื่อเรา เพราะโมเสสได้เขียนกล่าวถึงเรา
5:47 แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อเรื่องที่โมเสสเขียนแล้ว ท่านจะเชื่อถ้อยคำของเราอย่างไรได้"

     2.4การเทศนาของพระเยซูเกี่ยวกับอาหารแห่งชีวิต ยอห์น.6:22-59


6:22 วันรุ่งขึ้น เมื่อคนที่อยู่ฝั่งข้างโน้นเห็นว่าไม่มีเรืออื่นที่นั่น เว้นแต่ลำที่เหล่าสาวกของพระองค์ลงไปเพียงลำเดียว และเห็นว่าพระเยซูมิได้เสด็จลงเรือลำนั้นไปกับเหล่าสาวก แต่เหล่าสาวกของพระองค์ไปตามลำพังเท่านั้น
6:23 (แต่มีเรือลำอื่นมาจากทิเบเรียส ใกล้สถานที่ที่เขาได้กินขนมปัง หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงขอบพระคุณแล้ว)
6:24 เหตุฉะนั้นเมื่อประชาชนเห็นว่า พระเยซูและเหล่าสาวกไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาจึงลงเรือไปและตามหาพระเยซูที่เมืองคาเปอรนาอุม
6:25 ครั้นเขาได้พบพระองค์ที่ฝั่งทะเลข้างโน้นแล้ว เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า "รับบี ท่านมาที่นี่เมื่อไร"
6:26 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายตามหาเรามิใช่เพราะได้เห็นการอัศจรรย์นั้น แต่เพราะได้กินขนมปังอิ่ม
6:27 อย่าขวนขวายหาอาหารที่ย่อมเสื่อมสูญไป แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่ถึงชีวิตนิรันดร์ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่าน เพราะพระเจ้าคือพระบิดาได้ทรงประทับตรามอบอำนาจแก่พระบุตรแล้ว"
6:28 แล้วเขาทั้งหลายก็ทูลพระองค์ว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องทำประการใด จึงจะทำงานของพระเจ้าได้"
6:29 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "งานของพระเจ้านั้นคือการที่ท่านเชื่อในท่านที่พระองค์ทรงใช้มานั้น"
6:30 เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านจะกระทำหมายสำคัญอะไร เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะเห็นและเชื่อในท่าน ท่านจะกระทำการอะไรบ้าง
6:31 บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารนั้น ตามที่มีคำเขียนไว้ว่า `ท่านได้ให้เขากินอาหารจากสวรรค์'"
6:32 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า มิใช่โมเสสที่ให้อาหารจากสวรรค์นั้นแก่ท่าน แต่พระบิดาของเราประทานอาหารแท้ซึ่งมาจากสวรรค์ให้แก่ท่านทั้งหลาย
6:33 เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้น คือท่านที่ลงมาจากสวรรค์ และประทานชีวิตให้แก่โลก"
6:34 เขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า โปรดให้อาหารนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอไปเถิด"
6:35 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวอีก และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย
6:36 แต่เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า ท่านได้เห็นเราแล้วแต่ก็ไม่เชื่อ
6:37 สารพัดที่พระบิดาทรงประทานแก่เราจะมาสู่เรา และผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ทิ้งเขาเลย
6:38 เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
6:39 และพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามานั้น ก็คือให้เรารักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้กับเรา มิให้หายไปสักคนเดียว แต่ให้ฟื้นขึ้นมาในวันที่สุด
6:40 เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของผู้ที่ทรงใช้เรามานั้น ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตร และเชื่อในพระบุตรได้มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย"
6:41 พวกยิวจึงบ่นพึมพำกันเรื่องพระองค์เพราะพระองค์ตรัสว่า "เราเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์"
6:42 เขาทั้งหลายว่า "คนนี้เป็นเยซูลูกชายของโยเซฟมิใช่หรือ พ่อแม่ของเขาเราก็รู้จัก เหตุใดคนนี้จึงพูดว่า `เราได้ลงมาจากสวรรค์'"
6:43 พระเยซูจึงตรัสตอบเขาเหล่านั้นว่า "อย่าบ่นกันเลย
6:44 ไม่มีผู้ใดมาถึงเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาจะทรงชักนำให้เขามา และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
6:45 มีคำเขียนไว้ในคัมภีร์ศาสดาพยากรณ์ว่า `ทุกคนจะเรียนรู้จากพระเจ้า' เหตุฉะนั้นทุกคนที่ได้ยินได้ฟัง และได้เรียนรู้จากพระบิดาก็มาถึงเรา
6:46 ไม่มีผู้ใดได้เห็นพระบิดา นอกจากท่านที่มาจากพระเจ้า ท่านนั้นแหละได้เห็นพระบิดาแล้ว
6:47 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเราก็มีชีวิตนิรันดร์
6:48 เราเป็นอาหารแห่งชีวิตนั้น
6:49 บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารและสิ้นชีวิต
6:50 แต่นี่เป็นอาหารที่ลงมาจากสวรรค์ เพื่อให้ผู้ที่ได้กินแล้วไม่ตาย
6:51 เราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิตซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้เพื่อเป็นชีวิตของโลกนั้นก็คือเนื้อของเรา"
6:52 แล้วพวกยิวก็ทุ่มเถียงกันว่า "ผู้นี้จะเอาเนื้อของเขาให้เรากินได้อย่างไร"
6:53 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อและดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์ ท่านก็ไม่มีชีวิตในตัวท่าน
6:54 ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเราก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย
6:55 เพราะว่าเนื้อของเราเป็นอาหารแท้และโลหิตของเราก็เป็นของดื่มแท้
6:56 ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ผู้นั้นก็อยู่ในเราและเราอยู่ในเขา
6:57 พระบิดาผู้ทรงดำรงพระชนม์ได้ทรงใช้เรามาและเรามีชีวิตเพราะพระบิดานั้นฉันใด ผู้ที่กินเรา ผู้นั้นก็จะมีชีวิตเพราะเราฉันนั้น
6:58 นี่แหละเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์ ไม่เหมือนกับมานาที่พวกบรรพบุรุษของท่านได้กินและสิ้นชีวิต ผู้ที่กินอาหารนี้จะมีชีวิตนิรันดร์"
6:59 คำเหล่านี้พระองค์ได้ตรัสในธรรมศาลา ขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ที่เมืองคาเปอรนาอุม

      2.5พระวิญญาณบริสุทธิ์คือแม่น้ำประกอบด้วยชีวิต ยอห์น.7:37-39

7:37 ในวันสุดท้ายของเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้น พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า "ถ้าผู้ใดกระหาย ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม
7:38 ผู้ที่เชื่อในเรา ตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้แล้วว่า `แม่น้ำที่มีน้ำประกอบด้วยชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น'"
7:39 (สิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณซึ่งผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับ เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ เพราะพระเยซูยังมิได้รับสง่าราศี)

         2.6 พระเยซูเป็นความสว่างของโลก ยอห์น.8:12-30

8:12 อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต"
8:13 พวกฟาริสีจึงกล่าวกับพระองค์ว่า "ท่านเป็นพยานให้แก่ตัวเอง คำพยานของท่านไม่เป็นความจริง"
8:14 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "แม้เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเอง คำพยานของเราก็เป็นความจริง เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน แต่พวกท่านไม่รู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปที่ไหน
8:15 ท่านทั้งหลายย่อมพิพากษาตามเนื้อหนัง เรามิได้พิพากษาผู้ใด
8:16 แต่ถึงแม้ว่าเราจะพิพากษา การพิพากษาของเราก็ถูกต้อง เพราะเรามิได้พิพากษาโดยลำพัง แต่เราพิพากษาร่วมกับพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา
8:17 ในพระราชบัญญัติของท่านก็มีคำเขียนไว้ว่า `คำพยานของสองคนก็เป็นความจริง'
8:18 เราเป็นพยานให้แก่ตัวเราเองและพระบิดาผู้ทรงใช้เรามาก็เป็นพยานให้แก่เรา"
8:19 เหตุฉะนั้นเขาจึงทูลพระองค์ว่า "พระบิดาของท่านอยู่ที่ไหน" พระเยซูตรัสตอบว่า "ตัวเราก็ดี พระบิดาของเราก็ดี ท่านทั้งหลายไม่รู้จัก ถ้าท่านรู้จักเรา ท่านก็จะรู้จักพระบิดาของเราด้วย"
8:20 พระเยซูตรัสคำเหล่านี้ที่คลังเงิน เมื่อกำลังทรงสั่งสอนอยู่ในพระวิหาร แต่ไม่มีผู้ใดจับกุมพระองค์ เพราะว่ายังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์
8:21 พระเยซูจึงตรัสกับเขาอีกว่า "เราจะจากไป และท่านทั้งหลายจะแสวงหาเรา และจะตายในการบาปของท่าน ที่ซึ่งเราจะไปนั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้"
8:22 พวกยิวจึงพูดกันว่า "เขาจะฆ่าตัวตายหรือ เพราะเขาพูดว่า `ที่ซึ่งเราจะไปนั้นท่านทั้งหลายจะไปไม่ได้'"
8:23 พระองค์ตรัสกับเขาว่า "ท่านทั้งหลายมาจากเบื้องล่าง เรามาจากเบื้องบน ท่านเป็นของโลกนี้ เราไม่ได้เป็นของโลกนี้
8:24 เราจึงบอกท่านทั้งหลายว่า ท่านจะตายในการบาปของท่าน เพราะว่าถ้าท่านมิได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น ท่านจะต้องตายในการบาปของตัว"
8:25 เขาจึงถามพระองค์ว่า "ท่านคือใครเล่า" พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นดังที่เราได้บอกท่านทั้งหลายแต่แรกนั้น
8:26 เราก็ยังมีเรื่องอีกมากที่จะพูดและพิพากษาท่าน แต่พระองค์ผู้ทรงใช้เรามานั้นทรงเป็นสัตย์จริง และสิ่งที่เราได้ยินจากพระองค์ เรากล่าวแก่โลก"
8:27 เขาทั้งหลายไม่เข้าใจว่าพระองค์ตรัสกับเขาถึงเรื่องพระบิดา
8:28 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยกบุตรมนุษย์ขึ้นไว้แล้ว เมื่อนั้นท่านก็จะรู้ว่าเราคือผู้นั้น และรู้ว่าเรามิได้ทำสิ่งใดตามใจชอบ แต่พระบิดาของเราได้ทรงสอนเราอย่างไร เราจึงกล่าวอย่างนั้น
8:29 และพระองค์ผู้ทรงใช้เรามาก็ทรงสถิตอยู่กับเรา พระบิดามิได้ทรงทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะว่าเราทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ"
8:30 เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้ก็มีคนเป็นอันมากเชื่อในพระองค์

        2.7 พระเยซูเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ยอห์น.10:1-21

10:1 "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ผู้ที่มิได้เข้าไปในคอกแกะทางประตู แต่ปีนเข้าไปทางอื่นนั้นเป็นขโมยและโจร
10:2 แต่ผู้ที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ
10:3 นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น และแกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป
10:4 เมื่อท่านต้อนแกะของท่านออกไปแล้วก็เดินนำหน้า และแกะก็ตามท่านไปเพราะรู้จักเสียงของท่าน
10:5 คนแปลกหน้าแกะจะไม่ตามเลย แต่จะหนีไปจากเขา เพราะไม่รู้จักเสียงของคนแปลกหน้า"
10:6 คำอุปมานั้นพระเยซูได้ตรัสกับเขาทั้งหลาย แต่เขาไม่เข้าใจความหมายของพระดำรัสที่พระองค์ตรัสกับเขาเลย
10:7 พระเยซูจึงตรัสกับเขาอีกว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เราเป็นประตูของแกะทั้งหลาย
10:8 บรรดาผู้ที่มาก่อนเรานั้นเป็นขโมยและโจร แต่ฝูงแกะก็มิได้ฟังเขา
10:9 เราเป็นประตู ถ้าผู้ใดเข้าไปทางเรา ผู้นั้นจะรอด และเขาจะเข้าออก แล้วจะพบอาหาร
10:10 ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์
10:11 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ
10:12 แต่ผู้ที่รับจ้างมิได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ และฝูงแกะไม่เป็นของเขา เมื่อเห็นสุนัขป่ามา เขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไป สุนัขป่าก็ชิงเอาแกะไปเสีย และทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจายไป
10:13 ผู้ที่รับจ้างนั้นหนีเพราะเขาเป็นลูกจ้างและไม่เป็นห่วงแกะเลย
10:14 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี และเรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็รู้จักเรา
10:15 เหมือนพระบิดาทรงรู้จักเรา เราก็รู้จักพระบิดาด้วย และชีวิตของเรา เราสละเพื่อฝูงแกะ
10:16 แกะอื่นซึ่งมิได้เป็นของคอกนี้เราก็มีอยู่ แกะเหล่านั้นเราก็ต้องพามาด้วย และแกะเหล่านั้นจะฟังเสียงของเรา แล้วจะรวมเป็นฝูงเดียว และมีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว
10:17 ด้วยเหตุนี้พระบิดาของเราจึงทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเรา เพื่อจะรับชีวิตนั้นคืนมาอีก
10:18 ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้ แต่เราสละชีวิตด้วยใจสมัครของเราเอง เรามีสิทธิที่จะสละชีวิตนั้น และมีสิทธิที่จะรับคืนอีก พระบัญชานี้เราได้รับมาจากพระบิดาของเรา"
10:19 พระดำรัสนี้จึงทำให้พวกยิวแตกแยกกันอีก
10:20 พวกเขาหลายคนพูดว่า "เขามีผีสิงและเป็นบ้า ท่านฟังเขาทำไม"
10:21 พวกอื่นก็พูดว่า "คำอย่างนี้ไม่เป็นคำของผู้ที่มีผีสิง ผีจะทำให้คนตาบอดมองเห็นได้หรือ"

          พระเยซูเปรียบพระองค์เป็นอะไร 7 อย่างในพระคำภีร์ยอห์น

  • เราเป็นอาหารแห่งชีวิต 6:35 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวอีก และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย
     
  •  เราเป็นความสว่างของโลก  8:12 อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต"
  • เราเป็นประตู 10:7 พระเยซูจึงตรัสกับเขาอีกว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เราเป็นประตูของแกะทั้งหลาย
  • เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี 10:11 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะเรา
  • เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต 11:25 พระเยซูตรัสกับเธอว่า "เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่เชื่อในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก
  • เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต  14:6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา
  • เราเป็นเถาองุ่นแท้ 15:1 "เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา




     

ทำไม

posted on 04 Aug 2009 11:50 by rutokum
  • ทำไมคนเราเกิดมาถึงรู้วันเกิดของตนเอง แต่ไม่รู้วันตายของตนเอง และทำไมคนเราถึงป่วย ไม่สบาย
  • ทำไมถึงไม่รู้อนาคต แต่รู้อดีต
  • ทำไมคนเราถึงมีความรัก ทำไมถึงอกหัก
  • ทำไมถึงเราเขาข้างเดียว
  • ทำไมคนเราถึงหิว
  • ทำไมถึงอยากดูหนัง
  • ทำไมถึงเศร้า
  • ทำไมถึงคิดถึงคนรัก
  • ทำไมถึงอยากรู้อนาคต
  • ทำไมถึงมีอุบัติเหตุ
  • ทำไมถึงมีคำถาม-มีคำตอบ

edit @ 4 Aug 2009 11:57:28 by วิษรุส ดีทับไทย

           วิทยาศาตร์ต้องอาศัยการทดลองจึงหาความตอบของสิ่งต่างๆได้ นักวิทยาศาตร์หลายคนได้ทดลองเกี่ยวกับโลกนี้ตั้งหลายคนว่าโลกนี้จึงเกิดมาได้อย่างไร แต่ ตามทฤษฎี Big Bang ได้บอกไว้ว่า  จักรวาลกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 15,000 ล้านปีที่แล้ว ก่อนการเกิดของจักรวาล ไม่มีมวลสาร ช่องว่าง หรือกาลเวลา จักรวาลเป็นเพียงจุดที่เล็กยิ่งกว่าอะตอมเท่านั้น และด้วยเหตุใดยังไม่ปรากฏแน่ชัด จักรวาลที่เล็กที่สุดนี้ได้ระเบิดออกอย่างรุนแรงและรวดเร็วในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที (Inflationary period) แรงระเบิดก่อให้เกิดหมอกธาตุซึ่งแสงไม่สามารถทะลุผ่านได้ (Plasma period) ต่อมาจักรวาลที่กำลังขยายตัวเริ่มเย็นลง หมอกธาตุเริ่มรวมตัวกันเป็นอะตอม จักรวาลเริ่มโปร่งแสง ในทางทฤษฎีแล้วพื้นที่บางแห่งจะมีมวลหนาแน่นกว่า ร้อนกว่า และเปล่งแสงออกมามากกว่า ซึ่งต่อมาพื้นที่เหล่านี้ได้ก่อตัวเป็นกลุ่มหมอกควันอันใหญ่โตมโหฬาร และภายใต้กฎของแรงโน้มถ่วง กลุ่มหมอกควันอันมหึมานี้ได้ค่อยๆ แตกออก จนเป็นโครงสร้างของ "กาแลกซี" (Galaxy) ดวงดาวต่าง ๆและโลก ได้ก่อตัวขึ้นในกาแลกซี และจักรวาลขยายตัวออกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

             เมื่อได้ทฤษฎีการกำเนิดจักรวาลแล้ว นักดาราศาสตร์ก็สนใจว่าจักรวาลจะสิ้นสุดลงอย่างไร มีทฤษฎีที่อธิบายเรื่องนี้อยู่ 3 ทฤษฎี


              ทฤษฎีแรก กล่าวว่า เมื่อแรงระเบิดสิ้นสุดลง มวลอันมหึมาของกาแลกซีต่างๆ จะดึงดูดซึ่งกันและกัน ทำให้จักรวาลหดตัวกลับจนกระทั่งถึงกาลอวสาน


            ทฤษฎีที่สอง อธิบายว่า จักรวาลจะขยายตัวในอัตราช้า ๆ จึงเชื่อว่าน่าจะมี “มวลดำ”(dark matter) ที่เรายังไม่รู้จักปริมาณมหึมาคอยยึดโยงจักรวาลไว้ จักรวาลจะขยายตัวไปเรื่อยๆ จนยากแก่การสืบค้น


           ส่วนสตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง (Stephen Hawking) ได้เสนอทฤษฎีที่สามว่า จักรวาลจะขยายตัวในอัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


           ทฤษฎีบิ๊กแบงนั้นได้รับการเชื่อมต่อด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolution Theory) ของชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin) เมื่อโลกเย็นตัวลงนั้น ปฏิกิริยาเคมีจากมวลสารในโลกในที่สุดแล้วก่อให้เกิดไอน้ำ และไอน้ำก่อให้เกิดเมฆ และเมฆตกลงมาเป็นฝน ทำให้เกิดแม่น้ำ ลำธาร ทะเล และมหาสมุทร วิวัฒนาการนี้มีลักษณะแบบ “ก้าวกระโดด” (Emergent Evolution) เมื่อมีสารอนินทรีย์และน้ำปริมาณมหาศาลเป็นเวลาที่ยาวนาน ในที่สุดคุณภาพใหม่คือ “ชีวิต” ก็เกิดขึ้น

จาก www.eduzones.com
  

                แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมสงสัย ว่าจักรวาลของเราเป็นระเบียบเหมือนกับคนจัดวางไว้เลย ดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวงถึงโคจรลอบดวงอาทิตย์ และ โคจรไม่ซนกันเลย แล้วทำไมดวงอาทิตย์ถึงร้อน โลกทำไมถึงมีสิ่งมีชีวิต  และเป็นระเบียบ ภูเขาอยู่ส่วนภูเขา แม่น้ำอยู่ส่วนแม่น้ำ ทะเลอยู่ส่วนทะเล  แม่น้ำมีรสจืด ทะเลมีรสเค็มทั้งที่มาจากที่เดียวกัน "เมื่อโลกเย็นตัวลงนั้น ปฏิกิริยาเคมีจากมวลสารในโลกในที่สุดแล้วก่อให้เกิดไอน้ำ และไอน้ำก่อให้เกิดเมฆ และเมฆตกลงมาเป็นฝน ทำให้เกิดแม่น้ำ ลำธาร ทะเล และมหาสมุทร " สิ่งมีชีวิตเกิดมาได้ไง ทั้งมนุษย์และสัตว์ รวมไปถึงตนไม้ แต่เรื่องพวกนี้มีความตอบแล้วใน


ปฐมกาล 1

 
1 ในเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก 2 แผ่นดินโลกนั้นก็ปราศจากรูปร่างและว่างเปล่าอยู่ ความมืดอยู่เหนือผิวน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือผิวน้ำนั้น 3 พระเจ้าตรัสว่า "จงให้มีความสว่าง" แล้วความสว่างก็เกิดขึ้น 4 พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และพระเจ้าทรงแยกความสว่างนั้นออกจากความมืด 5 พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่าวัน และพระองค์ทรงเรียกความมืดนั้นว่าคืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หนึ่ง

6 พระเจ้าตรัสว่า "จงให้มีพื้นอากาศในระหว่างน้ำ และจงให้พื้นอากาศนั้นแยกน้ำออกจากน้ำ" 7 พระเจ้าทรงสร้างพื้นอากาศ และทรงแยกน้ำซึ่งอยู่ใต้พื้นอากาศจากน้ำซึ่งอยู่เหนือพื้นอากาศ ก็เป็นดังนั้น 8 พระเจ้าทรงเรียกพื้นอากาศว่าฟ้า มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สอง

9 พระเจ้าตรัสว่า "จงให้น้ำที่อยู่ใต้ฟ้ารวบรวมเข้าอยู่แห่งเดียวกัน และจงให้ที่แห้งปรากฏขึ้น" ก็เป็นดังนั้น 10 พระเจ้าทรงเรียกที่แห้งว่าแผ่นดิน และที่น้ำรวบรวมเข้าอยู่แห่งเดียวกันว่าทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 11 พระเจ้าตรัสว่า "จงให้แผ่นดินเกิดต้นหญ้า ต้นผักที่มีเมล็ด และต้นไม้ที่ออกผลที่มีเมล็ดในผลตามชนิดของมันบนแผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น 12 แผ่นดินก็เกิดต้นหญ้า ต้นผักที่มีเมล็ดตามชนิดของมัน และต้นไม้ที่ออกผลที่มีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 13 มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สาม

14 พระเจ้าตรัสว่า "จงให้มีดวงสว่างบนพื้นฟ้าอากาศเพื่อแยกวันออกจากคืน และเพื่อใช้เป็นหมายสำคัญ และที่กำหนดฤดู วันและปีต่างๆ 15 และจงให้เป็นดวงสว่างบนพื้นฟ้าอากาศเพื่อส่องสว่างบนแผ่นดินโลก" ก็เป็นดังนั้น 16 พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างใหญ่สองดวง ให้ดวงสว่างที่ใหญ่กว่านั้นครองกลางวัน และให้ดวงที่เล็กกว่าครองกลางคืน พระองค์ทรงสร้างดวงดาวต่างๆด้วยเช่นกัน 17 พระเจ้าทรงตั้งดวงสว่างเหล่านี้ไว้บนพื้นฟ้าอากาศเพื่อส่องสว่างบนแผ่นดินโลก 18 เพื่อครองกลางวันและครองกลางคืน และเพื่อแยกความสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 19 มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สี่

20 พระเจ้าตรัสว่า "จงให้น้ำอุดมบริบูรณ์ไปด้วยสัตว์ที่มีชีวิตแหวกว่ายไปมา และให้มีนกบินไปมาบนพื้นฟ้าอากาศเหนือแผ่นดินโลก" 21 พระเจ้าได้ทรงสร้างปลาวาฬใหญ่ บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตแหวกว่ายไปมาตามชนิดของมันเกิดขึ้นบริบูรณ์ในน้ำนั้น และบรรดาสัตว์ที่มีปีกตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี 22 พระเจ้าได้ทรงอวยพรสัตว์เหล่านั้นว่า "จงมีลูกดกและทวีมากขึ้น ให้น้ำในทะเลบริบูรณ์ไปด้วยสัตว์ และจงให้นกทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน" 23 มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่ห้า

24 พระเจ้าตรัสว่า "จงให้แผ่นดินโลกเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน" ก็เป็นดังนั้น 25 พระเจ้าได้ทรงสร้างสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และบรรดาสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี

26 และพระเจ้าตรัสว่า "จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา และให้พวกเขาครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และสัตว์ใช้งาน ให้ครอบครองทั่วทั้งแผ่นดินโลก และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก" 27 ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบพระฉายาของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาให้เป็นชายและหญิง 28 พระเจ้าได้ทรงอวยพรพวกเขา และพระเจ้าตรัสแก่พวกเขาว่า "จงมีลูกดกและทวีมากขึ้น จนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดินนั้น และครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก" 29 พระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด เราให้บรรดาต้นผักที่มีเมล็ดซึ่งอยู่ทั่วพื้นแผ่นดินโลก และบรรดาต้นไม้ซึ่งมีเมล็ดในผลแก่เจ้า ให้เป็นอาหารแก่เจ้า 30 สำหรับบรรดาสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลก บรรดานกในอากาศ และบรรดาสัตว์ที่เลื้อยคลานที่มีชีวิตบนแผ่นดินโลก เราให้บรรดาพืชผักเขียวสดเป็นอาหาร" ก็เป็นดังนั้น 31 พระเจ้าทอดพระเนตรบรรดาสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง และดูเถิด เป็นสิ่งที่ดียิ่งนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หก

นักวิทยาศาตร์หลายคนมาเชื่อพระเจ้ากันหมดแล้ว

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein, 1879-1955)

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ผู้คิดทฤษฎีสัมพันธภาพ กล่าวว่า

"ศาสนาของข้าพเจ้าประกอบด้วยการยกย่องถ่อมใจต่อองค์พระวิญญาณซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุด  ซึ่งไม่อาจจำกัดได้  และพระองค์ได้ทรงสำแดงพระองค์เองในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเราสามารถรู้ได้ด้วยจิตใจซึ่งอ่อนแอและบกพร่องของเรา  ความคิดเรื่องพระเจ้าของข้าพเจ้าเกิดจากความแน่ใจอันลึกซึ้งฝ่ายอารมณ์ ถึงการทรงพระชนม์อยู่ของพลังฤทธิ์เดชอำนาจ ซึ่งยิ่งใหญ่สูงสุดและหยั่งรู้เหตุและผลได้ ซึ่งพลังฤทธิ์เดจอำนาจนั้นได้สำแดงพระองค์เองในจักรวาลอันสลับซับซ้อนของพระองค์"

โรเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle, 1627-1691)

นักวิทยาศาสตร์ชาวไอริช ผู้ได้รับสมญานามว่า เป็นบิดาแห่งเคมีในสมัยปัจจุบัน และเป็นผู้ตั้งกฎของบอยล์ซึ่งกล่าวว่า "ความดันและปริมาตรของก๊าซ เมื่อคูณกัน ย่อมได้ผลคงที่ ถ้าอุณหภูมิคงที่"

แต่ท่านทราบไหมว่า  แม้บอยล์จะมีความเปรื่องปราดทางวิทยาศาสตร์เพียงไรก็ตาม  ท่านกลับเขียนความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์มากกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เสียอีก  ท่านเคยกล่าวเน้นในผลงานของท่านครั้งแล้วครั้งเล่าว่า  แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ท่านค้นคว้าและทดลองด้านวิทยาศาสตร์ก็คือ ท่านเพียงต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงความสอดคล้องของพระคริสตธรรมคัมภีร์กับกฎต่าง ๆ ทางธรรมชาติ

ยิ่งกว่านั้น  บอยล์ยังเป็นบุคคลที่สนใจศึกษาพระคัมภีร์อย่างแท้จริง จนถึงกับลงทุนเรียนภาษาฮีบรู อรามาอิก และซีเรีย เพื่อจะสามารถเข้าใจพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้ง

ไอแซค นิวตัน (Issac Newton, 1642-1727)

ท่านเป็นผู้ที่โลกยอมรับว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกอย่างแท้จริง  เพราะท่านเป็นผู้พัฒนาวิชาด้านแคลคูลัส  เป็นผู้รวบรวมทฤษฎีเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ (Motion) เข้าเป็นระบบเดียวกัน และเป็นผู้ตั้งกฎแรงโน้มถ่วงของโลก ฯลฯ ผลงานของท่านมากมาย  จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นสูง เป็นท่านเซอร์ ของจักรภพอังกฤษ

แต่ท่านเชื่อไหมว่า  นิวตันอธิบายเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าคำนวณเป็นจำนวนคำแล้วเท่ากับ 1 ล้านคำ  แต่ขณะเดียวกัน  ท่านเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าถึง 1.4 ล้านคำ  ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีความรักและศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง  ซึ่งเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง

กาลิเลโอ (Gaileo, 1564-1641)

นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก  เป็นผู้คิดกล้องโทรทรรศน์ขึ้นเป็นคนแรก  แต่สิ่งซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวถึงท่านผู้นี้ คือ ท่านเป็นนักศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ตัวยง  ท่านเขียนหนังสืออธิบายความรู้เรื่องจักรวาลหลายร้อยหน้า  โดยอ้างอิงจากพระคริสตธรรมคัมภีร์  ท่านกล่าวข้อความตอนหนึ่งไว้ว่า "พระคัมภีร์และธรรมชาติ ต่างเป็นผลโดยตรงจากพระดำรัสของพระเจ้า"  "พระคัมภีร์เกิดขึ้นเพราะการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และธรรมชาติเกิดขึ้นจากการเชื่อฟังคำตรัสสั่งของพระองค์"  เช่นในหนังสือปฐมกาลตอนหนึ่ง บันทึกว่า

"14 พระเจ้าตรัสว่า 'จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี
15
และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดิน' ก็เป็นดังนั้น" (ปฐมกาล 1:14-15)

จอห์น เคพเลอร์ (John Kepler, 1571-1630)

นักดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ทุกยุคทุกสมัย  เป็นผู้ตั้งกฎสำคัญ ๆ เกี่ยวกับการโคจรของดวงดาวต่าง ๆ อยู่ในรูปของวงรี ในขอบเขตคงที่ โดยที่ดวงดาวนั้น ๆ จะไม่ล้ำเขตวงรีนั้นเข้าไปภายในเลย  ท่านจึงคิดว่าน่าจะมีหลักการบางอย่างที่สามารถอธิบายถึงปรากฎการณ์ของดวงดาวต่าง ๆ ในรูปวงรีในขอบเขตในสภาพที่ว่านี้  แต่ไม่รู้ว่าหลักการนั้นคืออะไร  จนกระทั่งวันหนึ่ง  ขณะที่ท่านนั่งอ่านพระคัมภีร์ประจำวันอยู่  ท่านพบข้อความตอนหนึ่งที่พระเยซูคริสต์กล่าวว่า

เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว เราก็จะชักนำคนเป็นอันมากให้มาหาเรา" (ยอห์น 12:32)

ในทันใดนั้น  ท่านเกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า  เป็นไปได้ที่ดวงดาวต่าง ๆ ดึงดูดกันและกันในห้วงอวกาศเหมือน ๆ กับคำสอนทางด้านจิตวิญญาณเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ที่สามารถดึงดูดคนจำนวนมากมาหาพระองค์  จึงทำให้ท่านตั้งกฎต่าง ๆ ว่าด้วยการโคจรของดวงดาว

ก่อนตาย  เคพเลอร์ได้เขียนตำราว่าด้วยเหตุผลสนับสนุนความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ว่าเป็นพระคำของพระเจ้า

ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday, 1791-1867)

นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบหลักของกระแสไฟฟ้า ซึ่งกล่าวว่า "เมื่อเอาไฟฟ้าใส่ในน้ำยา เช่น ในการชุบทอง  โลหะที่จับขั้วบวกจะมากน้อยตามกระแสไฟฟ้า"  และท่านเป็นคนแรกที่อธิบายถึงอำนาจของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งน้อยคนจะรู้จักเกี่ยวกับท่านผู้นี้คือ ท่านเป็นนักเทศน์ฆราวาส  ประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ทุกอาทิตย์ในโบสถ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ณ กรุงลอนดอน  แม้ปัจจุบันนี้คำเทศนาของท่านฟาราเดย์ประมาณ 150 เรื่อง  ซึ่งไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ ก็ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในประเทศอังกฤษ  ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์อีกท่านหนึ่งที่มีความศรัทธาในพระเจ้าอย่างแท้จริง

 

จากหนังสือ เรื่อง พระเจ้ายุคอวกาศ

สำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร

edit @ 28 Jul 2009 02:51:22 by วิษรุส ดีทับไทย

ถ้าคุณท้ออ่านดูนะ

posted on 28 Jul 2009 01:34 by rutokum

ถ้าคุณท้ออ่านดูนะ

 

ถ้าโกรธกับเพื่อน...มองคนไม่มีใครรัก

ถ้าเรียนหนัก ๆ...มองคนอดเรียนหนังสือ

ถ้างานลำบาก...มองคนอดแสดงฝีมือ

ถ้าเหนื่อยงั้นหรือ...มองคนที่ตายหมดลม

 

 

 

ถ้าขี้เกียจนัก...มองคนไม่มีโอกาส

ถ้างานผิดพลาด...มองคนไม่เคยฝึกฝน

ถ้ากายพิการ...มองคนไม่เคยอดทน

ถ้างานรีบรน...มองคนไม่มีเวลา

 

 

 

 

ถ้าตังค์ไม่มี...มองคนขอทานข้างถนน

ถ้าหนี้สิ้นล้น...มองคนแยงกินกับหมา

ถ้าข้าวไม่ดี...มองคนไม่มีที่นา

ถ้าชีวิตแย่...มองคนที่แย่ยิ่งกว่า

 

 

 

อย่ามองแต่ฟ้า...ที่สูงเกินตาประจักษ์

ความสุขข้างล่าง...มีได้ไม่ยากเย็นนัก

เมื่อรู้แล้ว...จัก...ภาคภูมิชีวิตแห่งตน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อห้ามของความรัก

 

             อย่ารัก...เพราะสงสาร                                  เขารู้คงทรมานใจ

           อย่ารัก...เพียงคิดว่าลอง ๆ คบไป                 แต่เธอจงเชื่อใจในตัวเขา

           อย่ารัก...เพราะเพื่อนว่าดี                             เพราะคนคนนี้อาจไม่ได้รักเรา

           แต่รักเพราะเธอรักเขา                                  และมั่นใจจะก้าวไปด้วยกัน

           อย่ารัก...เพียงคิดว่าพอคบได้                       ถ้าเขาไม่ใช่คนที่เธอฝัน

 

อย่ารัก...เพียงแค่ฆ่าเวลาไปวัน ๆ          เพราะเธอกำลังฆ่าคนคนนั้นให้ค่อยๆตาย

อย่ารักถ้าหัวใจเธอกำลังกล้ำกลืน         เพราะเธอคงไม่อาจฝืนให้ความรักมีความสุขได้

อย่ารักคนที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป        แต่จงรักคนที่เธอหยุดเขาไว้ด้วยรัก

          

           อย่ารักและรีบจะผูกพัน                               ถ้าคน ๆนั้นเธอพึ่งรู้จัก

           อย่าปล่อยใจ...ให้รักใครง่าย ๆ นัก              จงดูใจก่อนสักพักก่อนเชื่อใจ

           อย่ารัก...ใครหลายๆคน                               เพราะไม่มีใครทนเป็นรองได้

แต่รักคนที่เธอพร้อมจะให้เขาทั้งหัวใจและพร้อมจะเคียงข้างกันไป

...ชั่วนิรันดร์...

ถ้าคุณทำได้ดังนี้คุณก็จะไม่เป็นทุกข์กับ

edit @ 28 Jul 2009 01:35:48 by วิษรุส ดีทับไทย

รักอย่างไรไม่หมดอายุ

posted on 28 Jul 2009 01:30 by rutokum
 

รักอย่างไรไม่หมดอายุ

 

                หลายเดือนก่อนมีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งและสะดุดกับคำพูดของตัว

ละครจนอดที่จะคิดและตั้งคำถามไปด้วยไม่ได้เพราะเขาเปรียบเทียบความรักกับอาหารกระป๋องต่างที่อาหารกระป๋องบอกวันหมดอายุไว้อย่างชัดเจนแต่ความรัก...ไม่

คุณล่ะคะ คิดว่าความรักหมดอายุได้มั้ย?

ตัวเร่ง...รักหมดอายุ

ตอนรักใหม่ๆ หรือเพิ่งแต่งงานสร้างครอบครัวในช่วงแรกๆ ปัญหา

ร้อยแปดคงจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะหนักนิดเบาหน่อยต่างฝ่ายก็พร้อมที่

จะเข้าใจ ให้อภัย และพยายามปรับตัวเข้าหากันสุดฤทธิ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป

สิ่งน้อยนิดที่ไม่เคยคิดจะใหญ่โตก็อาจกลับกลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้ซะงั้น

 

หลายคู่สามารถแก้ไขฟันฝ่าปัญหาและอยู่ด้วยกันต่อไปได้ในขณะที่

อีกหลายคู่ต้องลงเอยด้วยการหย่าร้างแยกทาง ด้วยไม่สามารถยืดอายุให้รัก

ได้อีกต่อไป

 

ดิฉันลองตั้งคำถามกับคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านว่า รักหมดอายุได้มั้ยคำตอบมีทั้งได้และไม่ได้ ฝ่ายที่คิดว่ารักหมดอายุได้บอกว่ามีตัวเร่งจากหลายสาเหตุ เช่น

              -    เบื่อหน่อย เคยชิน ในช่วงแรกความรักย่อมหวือหวา หวานชื่น ชี้นก

เป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ว่าอย่างไรว่าตามกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่เคยทำให้มีชีวิตชีวา

มีความสุข กลับมาทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายนั่นเพราะความเคยชินเหมือนกินอาหารอย่างเดิมทุกวัน

 

              -    คนใหม่...ใช่เสมอ จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินหรือได้อ่านประโยคนี้มา

จากที่ไหน แต่เชื่อว่าใครหลายคนมีความคิดแบบนี้ เพราะอะไรก็ตามที่ยังใหม่ ย่อมเย้ายวนชวนให้น่าติดตาม น่าค้นหา ไม่เว้นแม้แต่คนใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิต หากมีบางอย่างที่คลิกจนคิดว่า ใช่มากกว่าคู่ของตน ดีกรีของความเบื่อหน่ายก็จะพุ่งปรี๊ด ยิ่งบวกกับวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันโดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่เอื้ออำนวยต่อพฤติกรรมเปลี่ยนคู่ใหม่ไร้ขีดจำกัด ก็จะเร่งให้รักหมดอายุเร็วขึ้น

              -    ปิดปรับปรุง ดิฉันหมายถึงการหยุดปรับปรุงพฤติกรรรมอันไม่พึงประสงค์ของทั้งสองฝ่ายน่ะค่ะ เมื่อขายหญิงพบกัน ถูกใจและรักกัน มักจะโฟกัสความสนใจไปยังข้อดีหรือสิ่งที่ตนเองสนใจของอีกฝ่าย จนละเลยและมองข้ามข้อด้อยหรือสิ่งที่ไม่ถูกใจไป

 

              -    แต่หลังจากแต่งงานกันแล้ว ทั้งข้อดีข้อด้อย สิ่งที่ถูกใจและไม่ถูกใจย่อมปรากฏให้เห็น จากที่เคยคิดว่าจะยอมรับได้ทุกอย่างก็กลายเป็นไปไม่ได้ พาลคิดไปว่าเขาหรือเธอเปลี่ยนไปจากเดิมแถมยังไม่ปรับปรุงพฤติกรรมก่อนแต่งงาน แต่เป็นการมองคนละมุม

 

                   สำหรับฝ่ายที่บอกว่ารักไม่มีวันหมดอายุนั้น ก็มีเหตุผลสำคัญอยู่หลายประการค่ะ เช่น

              -    รักเหมือนยาวิเศษที่ไม่มีวันหมดอายุ

              -    รักไม่มีวันหมดอายุ เพราะถ้าหมดอายุได้สิ่งนั้นไม่ได้เรียกว่าความรัก

              -    รักไม่มีวันหมดอายุ แต่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

              -    รักไม่มีวันหมดอายุ และจะมากขึ้นด้วยความผูกพัน แต่การแสดงออกอาจจะน้อยลง

                   ดิฉันขอลงละเอียดของฝั่งที่คิดว่ารักหมดอายุได้มากว่านะคะเพราะไม่อยากให้ประมาทกับเหตุการณ์ หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้น เรื่องเล็กๆอาจบานปลายได้

ถ้าไม่ดูแลระวังรักษาให้ดีค่ะ

 

เมื่อรักหมดอายุ

                   ขอตั้งคำถามก่อนนะคะว่า หากรักหมดอายุได้จริง คุณผู้อ่านคิดอะไรจะเกิดขึ้นตามมาบ้าง จากการสอบถามคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่าน ได้คำตอบดังนี้ค่ะ

              -    หัวใจโดนทำร้าย เมื่อไม่มีความรักหลงเหลืออยู่ หรืออาจมีอยู่น้อยนิดจนมองแทบไม่เห็นในสายตาของอีกฝ่ายหนึ่ง ความรู้สึกในแง่ลบจากการที่รักหมดอายุขัยลง ก็จะถูกแปลงเป็นการกระทำค่ะแต่เป็นไปในทางที่ไม่ถูกใจอีกฝ่าย จากที่เคยดีๆ ก็เป็นตรงกันข้ามความสุขที่เคยมีกลับกลายเป็นความทุกข์ไปในที่สุด

น็น็็็้้้ส              -    ทน...ทน...และทนไม่ไหว หลายคนคงใช้คาถาขันติเข้าสู้ อาจgriktgrgrttrrrเพรเพรเพราะลูกน้อยตาดำๆ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย แต่เมื่อใดก็ตามที่มีความรู้สึกต้องทน มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นการทนกับอะไรบางอย่างหรือหลายอย่าง โดยปราศจากการแก้ไขหรือแก้ไขแล้ว ไม่สำเร็จนั่นหมายถึงชนวนระเบิดได้ถูกจุดขึ้นแล้ว รอแต่วันปะทุและระเบิดเพราะอย่างที่ทราบกันล่ะค่ะ ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัดดอดพพพพ

              -    เลิกรา เมื่อความอดทนถึงขีดสุด แน่นอนว่าวาระสุดท้ายของความรักย่อมมาถึง ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้และดิฉันก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับครอบครัว แต่ถ้าตรีกตรองมาแล้วทั้งสองฝ่ายว่าวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุด ก็ไม่ว่ากันค่ะ คงดีกว่าอยู่แบบทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต

              -    ส่งผลกับลูก เมื่อความรักของพ่อแม่หมดอายุลง ไม่ว่าจะทนอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม หรือเลิกรากันไปในที่สุด ผลกระทบไม่ได้มีเพียงตัวพ่อแม่เท่านั้นค่ะ แต่จะส่งผลไปยังลูกด้วย เช่น หากทนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปแบบแกนๆ มีหัวใจแต่ไร้ความรู้สึก ไร้ชีวิตชีวาลูกก็จะเป็นแบบนั้นด้วย หรือถ้าพ่อแม่ด่าทอ ทะเลาะเบาะแว้งกันลูกจะเครียดและมีผลต่อสภาพจิตใจ เป็นต้น

                  

 

                   ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีใด ดิฉันคิดว่าไม่ผิดนะคะ แต่ก็จะส่งผลต่อลูกทั้งนั้น เพียงแต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกหรือทำอะไรลงไปคุณอาจต้องไตร่ตรองหาวิธีและทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆ ฝ่ายทั้งตัวคุณพ่อคุณแม่เอง รวมถึงเจ้าตัวเล็กที่หลายๆ คน รวมทั้งคุณยกให้เขาเป็น โซทองคล้องใจ หรือเป็น พยานรัก ของคุณด้วยค่ะ

 

รักดีดี.. ไม่หมดอายุ

                   มั่นใจค่ะว่าคงไม่มีใครอยากจะใช้ชีวิตคู่แบบ ทนอยู่ เพราะต่างก็คงอยากจะ อยู่ทน ซะมากกว่า ซึ่งคงไม่ยากเกินไปหากทั้ง 2 ฝ่าย ช่วยกันประคับประคองตามวิธีที่เหมาะสมกับคู่ของตัวเอง เช่น

              -    หมั่นเติมใจให้กัน นึกถึงตอนรักกันใหม่ๆ อย่าลืมความดีของเขาหรือเธอ แค่นึกถึงและยังไม่ลืมนั้นยังไม่พอค่ะ แต่ต้องหมั่นเติมความหวานให้กันตลอด ทำทุกวันให้เหมือนวันแรกที่เริ่มรักกันและต้องการใช้ชีวิตร่วมกัน ถ้าทำทุกวันไม่ไหว จะเลือกเฉพาะโอกาสพิเศษก็ไม่ว่ากันค่ะ ทั้งวันคล้ายวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน

              -    เปิดใจพูดคุย การเงียบเฉยจะเป็นการสะสมความรู้สึกด้านลบให้มากขึ้น การเปิดใจพูดคุยโดยใช้ภาษที่ฟังแล้วสบายหู สบายใจ กริยาท่าทางที่ดูแล้วสบายตา เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ที่แท้จริงทั้งด้านดีและด้านลบ

              -    ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ข้อดีดูออกจะแนวปลงชีวิตเล็กน้อยมีหลายทางให้คำตอบกับดิฉันว่า  ใช้วิธียึดถือหลักธรรม ปล่อยวางและไม่ยึดติด คิดเสียว่าตัวเราก็ยังไม่ใช่ของเรา จะไปหวังอะไรกับคนอื่น

 

                   ความจริงแล้วการเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของทูกสรรพสิ่งทำให้เรามองเห็นสถานการณ์ ปัญหา และความจริงที่เกิดมากขึ้นนอกจากนั้นแล้วการใช้หลักคำสอนในการครองเรือนตามศานาที่นับถือ ก็น่าจะช่วยให้ชีวิตคู่มีความราบรื่นและสงบสุขค่ะ

 

                   ดิฉันเองคิดว่า  ความรักฉันท์สามีภรรยา อาจมีวันหมดอายุได้สำหรับบางคู่ แต่เราสามารถดูแลและป้องได้ค่ะ ด้วยวิธีการยกตัวอย่างมา และเชื่อว่ายังมีวิธีดีๆอีกมากมายที่คุณๆใช้กันอยู่

 

                   การประคับประคองความรักนั้น ก็เหมือนกับการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล บางครั้งอาจจะอ่อนแอเพราะปรับตัวตามอากาศไม่ทัน แต่หากเราดูแลตัวเองเป็นอย่างดีรักษาให้ตรงจุด เราก็จะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมเช่นเดียวกับการดำรงความรักให้คงอยู่กับคู่ชีวิต ก็ต้องต้องรู้จักปรับตังให้เท่ากันตามความเปลี่ยนแปลง ถ้ามีปัญหาก็แก้ให้ตรงจุด

 

                   แต่ท้ายที่สุดหากพยายามอย่างที่แล้ว รักก็ยังหมดอายุลงจนได้ คงต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคลแล้งล่ะค่ะ

 

ขอให้รักของคุณยืนยง มั่นคง ไม่หมดอายุง่ายๆนะครับ

 

ไม่รู้ว่ามาจากไหนมีคนส่งทางเมลมาให้

    

โมเสส

ข้อดี

1.                การอธิษฐานวิงวอนเผื่อลูกแกะ

2.                มีความเชื่อ

3.                การสร้างผู้นำที่ติดตามพระเจ้า มีความเข้มแข็ง

4.                มีความเด็ดขาดในการเตือนสติ สั่งสอนแกะเมื่อแกะทำผิด

5.                มีความถ่อมใจและมีความอดทนสูง

6.                มีความชัดเจนในการนำ

7.                รักห่วงใยคน

ข้อเสีย

1.               มีภรรยาเป็นคนต่างชาติ

2.               ช่วงแรกของชีวิตโมเสสไม่ค่อยมีการวางแผนจัดการที่ดี จนได้เยโธร์มาช่วย

สิ่งที่เลียนแบบ

1.               การอธิษฐานเผื่อแกะเสมอ

2.               มีความเด็ดขาดในการเตือนสติและชัดเจนในการนำ

3.               มีใจรักและห่วงใยแกะ

โยชูวา

ข้อดี

1.               สอนให้แกะศึกษาพระคำของพระเจ้า

2.               เชื่อฟังพระเจ้าในการนำกองทัพอิสราเอลรบชนะเมืองเยเรโด

3.               คิดแง่บวกในการไปสอดแนมแผ่นดินพันธสัญญา

4.               เป็นคนกล้าหาญ

 

ข้อเสีย

1.               ทำการรบโดยไม่รอฟังเสียงของพระเจ้าจึงทำให้เขาแพ้เมืองอัย

2.               ไม่สร้างผู้นำในรุ่นต่อไป ทำให้อิสราเอลขาดผู้นำและไหว้รูปเคารพกระทำบาปต่อพระเจ้า

สิ่งที่ควรเลียนแบบ

1.               การเห็นคุณค่าในการสอนพระคัมภีร์

2.               คิดแง่บวก

3.               มีใจกล้าหาญในการประกาศ

 

 

ดาวิด

ข้อดี

1.               มีชีวิตที่ใกล้ชิดพระเจ้า

2.               มีชีวิตแห่งการสรรเสริญพระเจ้า

3.               มีความจงรักภักดีต่อผู้นำ

4.               มีความกล้าหาญในการรบชนะโกลิอัท

5.               รักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ สุดความคิด

ข้อเสีย

1.               ปล่อยตัวตามอารมณ์ความรู้สึกในเหตุการณ์ที่เขาวางแผนนำนางบัพเชบามาเป็นภรรยา

2.               ปล่อยปัญหาเอาไว้ไม่รีบแก้ใขจนอับซาโลมเกิดรากขมขื่น

สิ่งที่ควรเลียนแบบ

1.               ความรักที่ท่านมีต่อพระเจ้า

2.               ความกล้าหาญ

3.               มีชีวิตที่ใกล้ชิดพระเจ้า

 

 

 

 

 

เปาโล

 

ข้อดี

1.               รักห่วงใย เสียสละเพื่อฝูงแกะ

2.               มีชีวิตที่ทรหดในการรับใช้พระเจ้า

3.               อธิษฐานเผื่อผู้เชื่อใหม่

4.               มีความเอาจริงเอาจังในการรับใช้

5.               มีภาระใจในกรสร้างคนและคริสตจักร

6.               ปรับตัวเข้ากับคนทุกประเภท

 

ข้อเสีย

1.               อาจารย์เปาโลมีความจำกัดในเรื่องการเงิน

 

สิ่งที่ควรเลียนแบบ

1.               ความทรหดในการรับใช้

2.               ความอดทน

3.               เข้ากับคนได้ทุกประเภท

4.               เอาจริงเอาจัง

5.               ใจที่ห่วงใยคน

 

 

 

 

 

 

 

 

เปโตร

 

ข้อดี

1.               เป็นคนซื่อเชื่ออย่างเด็กๆ

2.               เป็นคนกลับใจใหม่ได้ง่ายๆ

3.               ไม่ยกเกียรติเป็นของตนเอง

 

 

 

ข้อเสีย

1.              เป็นคนขี้กลัวจนปฏิเสธพระเจ้า

2.              ยังมีประสบการณ์น้อยอยู่ในการณ์เดินติดบนทะเลกับพระเยซู

3.              ยังไม่มีจุดยืนในเหตุการณ์ที่โดนอาจารย์เปาโลเตือนสติเปโตร

 

สิ่งที่ควรเลียนแบบ

1.               การไม่ปรักปรำตัวเอง กลับใจง่าย

2.               การมีความอย่างเด็ก